ไม่ได้อัพนาน อัพทีไรเกริ่นแบบนี้ทุกที 5555
ขี้เกียจอัพและล่ะ อัพไปก็ไม่ค่อยมีใครเข้ามาอ่านง่ะ
ไม่เขียนก็มีค่าเท่ากันป่าวเหอะ - -"
 
แต่นี่ก็เอาน่ะ ว่าจะแอบๆประกาศความตั้งใจหนึ่ง
แต่ไหนๆก็เลยเมาท์เพิ่มนิดๆหน่อยๆเลยแล้วกัน
 
เอาไงดี พูดเป็นข้อๆแล้วกัน
 
1. ดีใจนะเจอเพื่อนดีๆที่ญี่ปุ่น เป็นสาวที่ให้ใจเราและดีกะเรามากๆอะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกเวลาจะแฮปปี้100%หรอกนะ แต่ไม่อยากมีปัญหา เวลาไม่เข้าใจกันก็จะรีบปรับความเข้าใจเลย นี่เพื่อนจริงๆนะ ชั้นไม่ใช่เลสเบี้ยน ฮ่าๆๆๆ
 
2. พักหลังนี้ได้แตะ javascript+jquery เยอะขึ้น คือเฮ้ย สนุกมากอ่ะ เอาจริงๆเวลาดีไซน์นะไม่เคยรู้สึกสนุกแบบนี้เลยเหอะ คือไม่ได้แตะ actionscript ของแฟลชมานานมากแล้ว (ในช่วง3ปีนี้แตะไป1หนเท่านั้น) ก็เคยได้ยินว่ามันคล้ายกัน แต่ไม่ได้เริ่มแตะ javascript จริงจังซะที พอได้สัมผัสเยอะๆแล้ว มันเริ่มสนุกใกล้ๆกะตอนเขียน actionscript เลยอ่ะ ความเสียใจที่ไม่ได้รับโอกาสเขียน actionscript ก็เลยถูกบรรเทาไปเยอะ คือก็ยังเสียใจเสียดายอยู่แหละ แต่ก็ยังดีที่ได้เขียน javascript รู้สึกเหมือนได้เล่นเกมลับสมองอ่ะ
 
3. ผลจากการเขียน javascript แล้วสนุก ขอตั้งเจตนารมณ์ว่า จะทำเว็บล่ะนะ ไม่เชิงเว็บตัวเองหรอก ไม่ใช่เว็บรวมพอร์ทผลงานตัวเองไรงี้หรอก แต่ถ้าทำอันนี้ได้จริงมันก็จะกลายเป็นพอร์ทที่ดีเลยล่ะ มั้งหว่า 5555 (ยังกลัวอยู่ว่าจะขี้เกียจกลางคันอ่ะ) ไม่อยากประกาศในเฟซบุคอ่ะพยานเยอะเกิน ถ้าขี้เกียจแล้วเลิกล้มไปซะก่อนหน้าจะได้ไม่แหกมาก ฮ่าๆๆ
 
4. ปีนี้จะตั้งใจเก็บตังค์ซะที T-T เวลาอารมณ์อยากหนีไปไหนไกลๆก็จะ(พยายาม)ยอมอดทนไม่ไปไหนล่ะนะ ถ้ามัวแต่เอาไปเที่ยวแล้วล่ะก็แย่แน่ๆ
 
5. รู้สึกเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น เราคงเป็นคนสันโดษจริงๆ ขี้เกียจจะสุงสิงกะใคร ความรู้สึกที่รู้สึกได้ชัดเจนคืออยากปลีกวิเวกหลบลี้หนีไปจากยุทธภพ (ดิชั้นยังไม่บ้า แค่เปรียบแบบหนังจีน) หนีมาญี่ปุ่นแล้วก็ดีขึ้นเยอะนะ แต่ก็ยังมีหลายอย่างตัดไม่ขาดล่ะน้า เอ๊ะ ข้อนี้เขียนงงๆแฮะ
 
6. จริงๆมาอัพเดทบล็อกเพราะอยากบอกข้อสามนี่ล่ะ จะทำเว็บ แค่นั้นล่ะ 5555 ในบรรดาผลงานส่วนตัว เว็บแบบทำเต็มๆคนเดียวแบบใช้ css+javascript นี่จะเป็นครั้งแรกล่ะ! (ก่อนหน้านี้สมัยสิบกว่าปีก่อน เขียนครั้งแรกด้วย notepad และเก้าปีก่อนเขียนด้วยแฟลช เจ็ดปีก่อนทำด้วย dreamweaver ธรรมดาๆ ป่าวcss เอ๊ะ เคยทำมาแค่3-4อันเอง น้อยไปมั้ย แถมห่างมาตั้ง 7 ปีอีก)
 
แค่นั้นล่ะ 555
 
เจอกันในบล็อกอีกทีเมื่อไหร่ดี ตอนเว็บเสร็จดีมั้ย ตอนนี้มีแต่ structure เองว่าในเว็บจะมีอะไรบ้าง 555
ขั้นตอนผลิด content นี่คงเสียเวลาเยอะอ่ะ แต่จะพยายามนะ
 
บับบายไปอีกพักใหญ่จ้ะ
 
อีก 2-3 เดือนก็ครบปีละที่ไม่ได้อัพบล็อก ฮ่าๆๆๆ...ๆๆ...า.. ^.^
ขี้เกียจนี่นา ถ่ายรูปย่อรูปอัพรูปแปะรูป เขียนด้วย เหนื่อยนะ
แต่บอกไว้บ่อยๆแล้วว่าจะพยายามไม่ทิ้งบล็อกอ่ะ ยังไงโลกของเราที่นี่แคบสุดแล้ว
ในเฟซก็มีเพื่อนหลายสังคมมากเกินอ่ะ อินสตาแกรมก็พูดมากไม่ค่อยจะได้
เอาที่นี่แหละ! จะบ่นแล้วนะ ยาวแหละ(มากๆด้วย) ก็ไม่ได้บ่นยาวมานานแล้วนี่ 5555
 
อีกสาเหตุที่ไม่ค่อยได้อัพบ่อยๆในช่วงปี 2012 ที่ผ่านมา
เพราะปีนั้นเริ่มทำงานพิเศษ เหนื่อยมาก ไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเล่นอะไร
แถมยังเห็นเพื่อนๆที่เรียนภาษาแต่ละคนเค้าก้าวหน้ากันไป
ทุกคนมองเห็นอนาคตตัวเองหมดว่าจะได้เรียนต่อเซนมงกันนะ ป.โทกันนะ
ได้งานทำกันบ้างนะ ที่จบแค่ภาษาแล้วกลับประเทศตัวเองกันเลยก็มีแต่ก็น้อยอ่ะห้องเรา
...เห็นอย่างนี้แล้วเราก็ไม่รู้จะยังไงอะดิ มันเศร้านะ มองไม่เห็นอนาคตตัวเองอ่ะ
 
ตอนแรกก็กะถ้าได้ก็อยากจะเรียนอะไรต่อน่ะแหละ
แต่ประสบปัญหาการเงินอะนะ คือก็รู้ตัวว่าผลาญเงินบุพการีมามากละ บ้านเราก็ไม่ใช่ว่ารวยด้วยอะ
ถ้าขอมากกว่านี้เราจะยิ่งรู้สึกแย่ ก็เลยตัดใจนะ หางานละกัน ประสบการณ์ก็มี
ถึงมันจะถูกปล่อยให้สนิมกินมาสองปีก็เหอะ..
ก็ลองหางานที่ญี่ปุ่นนี่ล่ะ
 
เตรียมเอกสารอะไรตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม (ปีนี้แหละ 2013)
เสียพลังงานมากมาย เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นอ่ะ ตั้งหลายหน้า แล้วก็เอาไปให้อาจารย์ช่วยดูช่วยแก้
พอยื่นใบสมัครไปที่นั่นที่นี่ ก็เริ่มมีบางบริษัทบอกจะสัมภาษณ์ ก็ดีใจนะ แต่ก็ตื่นเต้นด้วย
เพราะมันแน่นอนว่าต้องคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่นอ่ะ เน่าทีจบเห่เลยนะ -o-
เวลาล่วงเลยผ่านไป มีเข้าโตเกียวสองครั้งเพื่อไปสัมภาษณ์ด้วย
ยิ่งไปยิ่งกลัวโตเกียว ไม่ได้แบบกลัวแบบยังงั้นนะ (ยังไง?) คือแบบ รู้สึกคนมันต่างกันอ่ะ (พูดแค่นี้แหละ555)
 
ถึงไปสัมภาษณ์งานมาหลายที่ก็ตาม มันก็ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า จนชินเหอะ
กะเวลากลับไทยถาวรแล้วด้วยตอนนั้น เป็นอะไรที่จะปลงแล้ว
จนมาที่นึงที่โอซาก้า ผ่านสัมภาษณ์รอบแรกอ่ะ(!) แอบมีลุ้น
เพราะไม่เคยผ่านสัมภาษณ์รอบแรกที่ไหนเลย แต่ก็ข่มใจนะเพราะรู้ๆกันอยู่ว่า
ถ้าหวังอะไรมากแล้วพลาดมันจะเศร้ามาก
 
มาสัมภาษณ์รอบสอง เจอคนสัมภาษณ์คนเดิมไม่ใช่เจ้าของบริษัท (รอบนี้ควรจะเป็นเจ้าของบริษัท)
เพราะเหมือนคราวที่แล้วเค้าลืมถามเรื่องงานที่เคยทำ(อ้าวเฮ้ย?)
...กลัวมากเหอะ เพราะว่าเหมือนเจอสัมภาษณ์รอบแรกอีกรอบง่ะ
แต่ก็ผ่านไปได้(ได้ไง?) นึกว่าจบที่รอบสอง ...ดันเรียกเรามาสัมภาษณ์รอบสาม(เอ๋??)
เอาล่ะคราวนี้แหละเจอเจ้าของบริษัทแน่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
...เปล่าแหงะ เป็นพี่อีกคน แต่รู้สึกจะเป็นตำแหน่งสำคัญพอดู
ก็สัมภาษณ์ไป ให้เราลองอ่านเรซูเม่ที่เขียนไปให้ฟังด้วย แบบอยากรู้ว่าเธอจะอ่านเขียนญปได้จริงรึ?
มีย้ำด้วยว่างานหนักมากจริงๆนะ หลายๆคนชอบคิดกันว่ามันไม่เหนื่อยทุกวันยังงั้นจริงๆหรอกน่ะ
ถามคนที่มาสัมภาษณ์งานทุกคนว่าไหวแน่นะ ไม่เป็นไรแน่นะ ทุกคนก็ตอบว่าได้ทั้งนั้นแหละ แล้วเธอล่ะ?
(....อ้าว คุณพี่คะ พูดทั้งหมดนี่มาให้หนูฟังก็น่าจะรู้คำตอบว่าจะได้คำตอบอะไรนะ ฮ่วย)
ได้ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ ไม่กลัวความลำบากค่ะ โลกอาชีพนี้ยุ่งยังไงหนูรู้อยู่แล้วค่ะ
 
ตั้งแต่เริ่มสมัครงานมา สองเดือนเศษๆกว่าๆ รวมทั้งหมดหลายที่มากๆ
อัตราส่วนบริษัทที่เราสมัครไปกะเรียกเราไปสัมภาษณ์คือ 3:1
ที่นี่เป็นที่สุดท้ายที่สมัครงานพอดี แล้วก็ได้ที่นี่จนได้แหละ รู้สึกขอบคุณมากๆ ที่จ้างเราทำงาน
แต่ก็ยังต้องฝ่าด่านทดลองงานไปอีก6เดือน ..แล้วก็ความอดทนของตัวเองด้วย
เพราะมันงานหนักจริงๆนั่นล่ะ แต่ก็เตรียมใจไว้แล้วไง ก็เลย(ยัง)ไม่มีปัญหาอะไร
 
ตอนนั้นที่ส่งใบสมัครมาที่นี่แล้วไม่ส่งที่ไหนต่อ ไม่ใช่เพราะว่าที่นี่เรียกไปสัมภาษณ์
แล้วผ่านรอบแรกแล้วดูมีความหวังเลยเลิกสมัครต่อนะ
แต่เพราะคำนวณเวลาแล้วว่าถ้าสมัครต่อ มันจะดำเนินการอะไรไม่ทันแล้ว ต้องเตรียมตัวกลับไทยละ
เรียกได้ว่าพอเราหยุดแล้ว โชคของเราก็วิ่งตามมาทัน >_<
บอกตามตรงตลอดปี 2012 มีแต่เรื่องเฟลๆ เศร้าๆหดหู่หลายเรื่อง (ดีๆก็มี แต่ความรู้สึกแย่มันแรงกว่า)
พอรู้ว่าได้งาน.. คราวนี้แหละ สัญญาณเริ่มชีวิตใหม่ของฉัน เรื่องดีๆต้องวิ่งมาอีกแน่ๆๆๆๆๆๆๆ (เพี้ยง!)
 
พอรู้ว่าจะได้ทำงานที่ญี่ปุ่นปุ๊บ แผนต่างๆที่ต้องเร่งทำก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
ต้องหาที่อยู่ใหม่ ต้องหาคนค้ำประกันที่เป็นคนญป ต้องจ้างรถขนย้ายของจากเกียวโตมาโอซาก้า
กลับไทยหนึ่งอาทิตย์ กลับไปยังต้องไปธนาคาร ไปหาหมอตรวจขา(ขาบวมมาก) ไปทำฟัน
จ่ายตังค์ค่าที่อยู่ใหม่(โอนจากไทย) เจอเพื่อนๆส่งท้ายอาจจะไม่ได้กลับไทยอีกสักพัก
ซื้อของฝากผู้มีพระคุณที่ญป ซื้อหนังสือจำเป็น แพ็คของจะเอาไปญป กลับมาญปยิ่งโคตรเหนื่อย
ต้องจัดการเรื่องที่ทิ้งไว้ก่อนกลับไทย คือต้องแพ็คของรกๆ(มากมาย)ในห้องเพื่อเตรียมย้าย
ต้องรอคนมาขนย้าย ต้องบอกคนดูแลอพาร์ตเมนท์เก่าว่าจะย้าย ต้องติดต่อเรื่องใช้น้ำใช้ไฟ
ไปอำเภอใหม่แจ้งย้ายเข้า อ้าวที่ย้ายออกมาก็ลืมแจ้งอำเภอเก่า
ต้องเตรียมเอกสารส่งไปรษณีย์ไปอำเภอเก่าเพื่อขอเอกสารย้ายออก
เพื่อจะได้แจ้งย้ายเข้าอำเภอใหม่ได้ แล้วก็ต้องไปขอวีซ่าทำงาน ไปหาซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าห้องอีก
เพราะห้องใหม่มันห้องเปล่า ต้องไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าซื้อตู้เย็นเครื่องซักผ้าไมโครเวฟ
ต้องอยู่ห้องรอเค้ามาส่งเครื่องใช้ไฟฟ้าวันนึง รอคนจากอิเกียมาส่งเฟอร์วันนึง มาต่อเฟอร์อีกวันนึง
ทำความสะอาดห้อง ไปซื้อม่าน ไปซื้อหลอดไฟ ม่านที่ไปซื้อก็สั่งแบบม้วนผ้าให้เค้าตัด
ก็ต้องรอมาส่งอีก คือไอ้พวกรอๆๆๆมาส่งนี่ห่างกันทีละอาทิตย์ทั้งนั้นนะ เพราะจากไทยกลับมาญป
นี่ก็เหลือเวลาทำอะไรไม่มากแล้ว ต้องเริ่มงานแล้ว เวลาว่างเลยเหลือแค่เสาร์อาทิตย์อ่ะ
พอเค้ามาต่อเฟอร์เสร็จก็ได้เวลาเอาของออกจากกล่องลังกระดาษ 11 กล่องกะเป๋าเดินทาง 3 ใบ
เพื่อจัดเก็บของซะที (ตั้งแต่ย้ายมาใช้ชีวิตกะลังกระดาษไป 2 อาทิตย์) .......กว่าชีวิตจะนิ่ง
 
อ่านย่อหน้าข้างบนตาแหกเลยดิ สรุปที่ย่อหน้านี้คือเหนื่อยมาก เพราะมันต้องย้ายที่อยู่
กะเปลี่ยนสถานะวีซ่าจากนักเรียนเป็นทำงาน
 
อ้าวๆๆ เมาท์มาตั้งนานไร้รูปเลยสักใบ คือหลังจากวุ่นวายหลายเรื่อง ห้องของเราก็เป็นห้องซะทีอ่ะ
โพสต์รูปห้องให้ชมนะ (ใครชม?)
 
 
ยังรู้สึกว่ามันยังขาดอะไรอยู่ คือยังขาดพรมน่ะเอง อยากได้แต่ตังค์หมดแล้ว
คงต้องรอเงินเดือนออกอ่ะ
 
 
ชอบม่านมากๆๆๆๆ แต่ก็แพงบรรลัยค่า
 
 
อาจจะเวอร์ แต่คือนอนอย่างมีความสุขมากเลยนะ
ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่เรียกได้เต็มปากว่ามันคือเตียงของฉันอ่ะ
ตั้งแต่อยู่ที่ไทย ไม่ได้นอนเตียงนะ อารมณ์มีผ้าห่มใหญ่ๆผืนเดียว พับครึ่งเอาตัวเข้าข้างใน
แบบแซนด์วิชแล้วนอนอ่ะ เอาจริงๆบ้านไม่ได้รวยแต่ก็ไม่ได้อนาถาอะไรนะ แค่บังเอิญทำ
แล้วชินเรื่อยมาอ่ะ แล้วอย่างตอนเรียนมหาลัยไปอยู่หอ หรือมาญปอยู่อพาร์ตเมนท์เกียวโตอะไรงี้
มันก็เตียงส่วนรวมใช่ปะ มันแค่ได้ใช้คนเดียวในช่วงเวลาหนึ่งๆ แต่นี่คือเตียงของฉัน
ที่ฉันไปเดินเลือกซื้อมาเพื่อฉัน หมอนด้วยผ้าห่มปลอกหมอนปลอกผ้าห่มผ้าปูที่นอนด้วย T.T
(เอาจริงๆมันก็ยังไม่ใช่เตียงแบบฟูลเท่าไหร่ คือเอาถูกไว้ก่อนอ่ะ)
เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่านอนได้รื่นรมย์มาก (ใช้คำไหนดีเนี่ย) นุ่มมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ไม่เคยไปเดินเล่นบนเมฆนะ แต่รู้สึกว่าอยู่บนปุยเมฆก็คงงี้ล่ะ
(ก็เวอร์นะ รู้ แต่นี่คือความเห็นของคนที่นอนพื้นมาตลอดไง)
 
 
จากการใช้เวลาตัดสินใจเลือกเฟอร์มาสักพัก (โคตรเหนื่อย) ก็มาลงตัวแบบนี้
เราไม่ชอบเอาโต๊ะหันเข้ากำแพง มันรู้สึกเหมือนโลกข้างหน้ามันตันอะ
อยากได้เสปซให้ทอดสายตา นี่ก็มองลอดชั้นหนังสือไปข้างหลังได้ มองข้างๆได้
นั่งเบี้ยวเอาหลังพิงกำแพงได้ด้วย ลงตัวสุดและสำหรับเรา
ไอ้ที่มองลอดชั้นหนังสือไปได้นี่มองไปเห็นนาฬิกาติดผนังดูเวลาได้ด้วย
มองเห็นประตูห้องด้วย (ฮวงจุ้ยดี?)
 
 
แถมครัวกะประตูบ้าน(ห้อง)หน่อยแล้วกัน :)
 
 
เมาท์เยอะเนอะ เมาท์ต่อแล้วกันนะ เมาท์อะไรดีล่ะ
 
ตั้งแต่เริ่มเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ญี่ปุ่นมา เมื่อวันศุกร์ก็ครบหนึ่งเดือนแล้ว
ภาษาญี่ปุ่นก็ยังด้อยอยู่ ก็ยังต้องฝึกฝนต่อไป รู้สึกชัดเจนว่ามีลืมไปเยอะเหมือนกัน -o-
งานหนักที่เค้าว่าก็หนักจริงอ่ะ ดึกๆนั่งกันสลอนก็เป็นเรื่องปกติ บางคนโต้รุ่งกันเป็นเรื่องปกติ
เมื่อวานเราเข้าวันเสาร์ครั้งแรกด้วย ทำงานสนุกมาก(?)
 
เรายังไม่รู้สึกอึดอัดทรมานอะไรนะ เราอยู่ทำงานได้ ก็